สะพานฟองเจิวพังถล่มกลางแม่น้ำแดง ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวหลังฝนตกหนักและน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นยางิ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ตกลงไปในแม่น้ำ พร้อมกับผู้คนที่กำลังเดินทางข้ามสะพานตามปกติ ในช่วงแรกของการรายงานข่าว เจ้าหน้าที่ประเมินว่ามีผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่กระแสน้ำที่ไหลแรงและระดับน้ำที่สูงขึ้นกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดฟู้เถาะ ทางตอนเหนือของเวียดนาม สะพานฟองเจิวเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำแดง และเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 32C ผู้คนในพื้นที่ใช้สะพานเพื่อเดินทางระหว่างเขตลัมทาวและเขตตามนง รวมถึงใช้ขนส่งสินค้าและเดินทางไปทำงานหรือทำธุระในชีวิตประจำวัน เมื่อสะพานพังถล่มลงมา เส้นทางที่เคยเชื่อมชุมชนทั้งสองฝั่งจึงถูกตัดขาดทันที ส่งผลให้การเดินทางของประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ในช่วงก่อนเกิดเหตุ เวียดนามกำลังเผชิญผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นยางิ ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำหลากในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ ระดับน้ำในแม่น้ำแดงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่กระแสน้ำไหลแรงและสภาพอุทกวิทยาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สถานการณ์ตามแนวแม่น้ำมีความเสี่ยงสูง และสร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ
เมื่อสะพานฟองเจิวพังถล่ม หน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งเข้าควบคุมพื้นที่และเริ่มปฏิบัติการค้นหาผู้ที่ตกลงไปในแม่น้ำ เป้าหมายแรกคือช่วยเหลือผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ พร้อมตรวจสอบว่ามีผู้ใดติดอยู่ในยานพาหนะหรือถูกกระแสน้ำพัดไปไกลจากจุดเกิดเหตุหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การทำงานไม่ได้เป็นไปอย่างง่ายดาย เพราะน้ำมีสีขุ่น กระแสน้ำเชี่ยว และมีเศษวัสดุจำนวนมากในแม่น้ำ ทำให้การค้นหาทั้งจากผิวน้ำและใต้น้ำต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
รายงานในช่วงแรกจากวันที่ 9 กันยายน 2024 ระบุว่ามีรถยนต์และรถจักรยานยนต์หลายคันตกลงไปในแม่น้ำ พร้อมผู้สูญหายที่ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนได้อย่างแน่นอน ข้อมูลเบื้องต้นบางรายงานกล่าวถึงรถยนต์ 10 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน และผู้สูญหาย 13 คน แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินในระยะแรก ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบข้อมูลจากพยานและผู้เกี่ยวข้อง รายงานทางการที่เผยแพร่ในวันเดียวกันยังระบุว่ามีผู้สูญหายเบื้องต้น 8 คน และมีผู้ได้รับการช่วยเหลือ 3 คน ซึ่งถูกนำส่งสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษา

ความแตกต่างระหว่างตัวเลขในรายงานช่วงแรกสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการประเมินสถานการณ์ในเวลาที่เกิดเหตุ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบรถทุกคันหรือยืนยันจำนวนคนที่อยู่บนสะพานได้ทันที กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากยังทำให้การค้นหาต้องขยายพื้นที่ออกไปจากจุดที่สะพานพังถล่ม และทำให้การติดตามผู้สูญหายต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หน่วยกู้ภัย และบุคลากรทางการแพทย์ได้เข้าประจำพื้นที่เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ มีการเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพ เชือกกู้ภัย และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการเดินเรือได้แจ้งเตือนให้เรือหลีกเลี่ยงบริเวณสะพานที่พังถล่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเพิ่มเติม และเพื่อเปิดทางให้ทีมค้นหาสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด
เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการค้นหาผู้สูญหาย การดูแลผู้บาดเจ็บ การควบคุมพื้นที่อันตราย และการจัดการจราจรบนเส้นทางโดยรอบ เพราะเมื่อสะพานหลักไม่สามารถใช้งานได้ ประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น ซึ่งอาจเพิ่มระยะเวลาเดินทางและสร้างความล่าช้าให้กับการขนส่งสินค้า การประสานงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ยังรวมถึงการรักษาความต่อเนื่องของการเดินทางในพื้นที่ด้วย
สำหรับครอบครัวของผู้สูญหาย ช่วงเวลาหลังเกิดเหตุเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาต้องรอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และติดตามความคืบหน้าของการค้นหา โดยไม่สามารถทราบได้ทันทีว่าบุคคลที่รักอยู่ในบริเวณใดของแม่น้ำ ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินควบคู่ไปกับความกังวล เพราะสภาพน้ำที่รุนแรงทำให้การค้นหาต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

โศกนาฏกรรมสะพานฟองเจิวจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์สะพานพังถล่ม แต่เป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน ครอบครัว และชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำ การค้นหาผู้ประสบภัยเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดในช่วงแรก ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานในช่วงน้ำหลาก และความจำเป็นในการประเมินความเสี่ยงอย่างรวดเร็วเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ
เมื่อปฏิบัติการค้นหาดำเนินต่อไป เจ้าหน้าที่ต้องปรับแผนการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแม่น้ำที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การค้นหาในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำแรงไม่สามารถอาศัยเพียงการมองจากผิวน้ำได้ เพราะผู้ประสบภัยและยานพาหนะอาจถูกพัดออกไปจากจุดเกิดเหตุ นอกจากนี้ น้ำที่ขุ่นและตะกอนจำนวนมากยังทำให้ทัศนวิสัยใต้น้ำต่ำมาก การใช้เจ้าหน้าที่ประดาน้ำและอุปกรณ์เฉพาะทางจึงต้องดำเนินการภายใต้การประเมินความปลอดภัยอย่างรอบคอบ
ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ มีรายงานว่าผู้ประสบภัย 3 คนได้รับการช่วยเหลือและนำส่งสถานพยาบาล โดยผู้รอดชีวิตเหล่านี้ตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกับยานพาหนะในช่วงที่สะพานพังถล่ม บางคนสามารถพยายามเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งได้ ขณะที่บางคนได้รับความช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย การรอดชีวิตของทั้งสามคนสร้างความหวังให้กับครอบครัวอื่น ๆ ที่ยังรอข่าวผู้สูญหาย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีบุคคลอีกหลายคนที่ไม่สามารถติดต่อได้
ปฏิบัติการค้นหาต้องใช้กำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้นหาใต้น้ำ มีการตรวจสอบบริเวณใกล้สะพานและพื้นที่ตามแนวแม่น้ำด้านท้ายน้ำ เพื่อค้นหาผู้สูญหายและยานพาหนะที่อาจถูกกระแสน้ำพัดไปไกลจากจุดเกิดเหตุ ในบางช่วง เจ้าหน้าที่ต้องรอให้สภาพน้ำเหมาะสมก่อนเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง เพราะการลงไปค้นหาในกระแสน้ำที่รุนแรงเกินไปอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานตกอยู่ในอันตรายได้เช่นกัน
