ประเด็นดังกล่าวถูกยืนยันตามข้อกฎหมายว่า ไม่สามารถทำได้ ตราบใดที่ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมอย่างถูกต้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน
สาเหตุที่ไม่สามารถยกเลิกการส่งเงินสมทบได้ เนื่องจากเป็นข้อบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งห้ามไม่ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเองเพื่อปฏิเสธการส่งเงินสมทบ โดยนายจ้างมีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับจากวันที่เริ่มทำงาน
ทั้งนี้ การหยุดส่งเงินสมทบจะทำได้เพียงกรณีเดียว คือ เมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง เช่น การลาออก หรือถูกเลิกจ้างเท่านั้น ไม่สามารถขอหยุดส่งในระหว่างที่ยังทำงานอยู่ได้
สำหรับผลกระทบที่ลูกจ้างควรรู้ หากไม่มีการส่งเงินสมทบ จะทำให้เสียสิทธิประโยชน์สำคัญหลายด้าน ทั้งสิทธิการรักษาพยาบาล เงินบำนาญชราภาพ รวมถึงเงินทดแทนกรณีว่างงาน ซึ่งล้วนเป็นหลักประกันในระยะยาว
ขณะเดียวกัน นายจ้างที่ฝ่าฝืนไม่นำส่งเงินสมทบตามกฎหมาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังต้องชำระเงินเพิ่มอีก 2% ต่อเดือนของยอดเงินที่ค้างส่ง
ที่สำคัญ หากนายจ้างมีการหักเงินจากลูกจ้างแล้วแต่นำไปใช้หรือไม่นำส่งเข้ากองทุน จะเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี
ดังนั้น การส่งเงินสมทบประกันสังคมจึงเป็นหน้าที่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และถือเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยคุ้มครองสิทธิและความมั่นคงของมนุษย์เงินเดือนในระยะยาว
